舟渡国際法律事務所

คำฟ้องและคำพิพากษาจะได้รับการแปลหรือไม่ สิ่งที่จำเลยชาวต่างชาติควรรู้

お問い合わせはこちら

คำฟ้องและคำพิพากษาจะได้รับการแปลหรือไม่ สิ่งที่จำเลยชาวต่างชาติควรรู้

คำฟ้องและคำพิพากษาจะได้รับการแปลหรือไม่ สิ่งที่จำเลยชาวต่างชาติควรรู้

2026/09/03

ที่สถานกักขัง คุณได้รับเอกสารภาษาญี่ปุ่นแผ่นหนึ่ง คุณพอเห็นว่ามีชื่อของตนเองอยู่บนหน้าแรก แต่เนื้อหาที่เหลืออ่านไม่ออกเลย และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่คือคำฟ้อง หรือเป็นหนังสือแจ้งอย่างอื่น สำหรับจำเลยชาวต่างชาติ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

ในกระบวนการอาญาของญี่ปุ่น เอกสารต่าง ๆ จัดทำขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่น การพูดจาในห้องพิจารณาคดีจะมีล่ามคอยแปลให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกสารทุกฉบับจะมีคำแปลแนบมาด้วย ขอบเขตที่ได้รับการแปล กับส่วนที่คุณต้องขอตรวจสอบเอง อยู่ตรงไหน หากไม่รู้เส้นแบ่งนี้แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป นั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดในทางปฏิบัติ

บทความนี้จะอธิบายว่าคำฟ้องและคำพิพากษาได้รับการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องการแปล คุณอ้างอะไรเพื่อขอคำแปลได้ และต้องระวังอะไรเกี่ยวกับกำหนดเวลา

ภาษาที่เป็นมาตรฐานของกระบวนพิจารณาคือภาษาญี่ปุ่น

ศาลญี่ปุ่นใช้ภาษาญี่ปุ่น และเอกสารก็จัดทำเป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน

มาตรา 74 ของพระราชบัญญัติศาลกำหนดว่าศาลใช้ภาษาญี่ปุ่น บนพื้นฐานนั้น มาตรา 175 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดว่า เมื่อจะให้ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญภาษาประจำชาติให้ถ้อยคำ ต้องให้ล่ามทำการแปล และมาตรา 178 กำหนดว่า ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ไม่ใช่ภาษาประจำชาติสามารถให้แปลได้

เมื่อดูโครงสร้างของบทบัญญัติจะเห็นว่า สำหรับถ้อยคำที่พูดในห้องพิจารณาคดีนั้นกำหนดให้ต้องมีล่ามเป็นหน้าที่ แต่สำหรับการแนบคำแปลภาษาต่างประเทศให้กับเอกสารที่จัดทำเป็นภาษาญี่ปุ่น กลับไม่มีบทบัญญัติที่มีความเข้มข้นเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ การแปลเอกสารจึงขึ้นอยู่กับแนวปฏิบัติและการร้องขอของทนายความเป็นสำคัญ

คำฟ้องได้รับการปฏิบัติอย่างไร

คำฟ้องจัดทำเป็นภาษาญี่ปุ่น และสำเนาที่ส่งให้จำเลยก็เป็นภาษาญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยไม่เข้าใจว่าตนถูกกล่าวหาในเรื่องใด ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาขาดข้อสมมติพื้นฐาน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 วรรค 3 (ก) รับรองสิทธิที่จะได้รับแจ้งโดยพลันถึงสภาพและเหตุแห่งข้อกล่าวหาในภาษาที่ผู้นั้นเข้าใจ และญี่ปุ่นเป็นภาคีของกติกาฉบับนี้ ในทางปฏิบัติ จึงมีการทำให้จำเลยเข้าใจเนื้อหาคำฟ้องโดยให้ล่ามอ่านและแปลให้ฟัง หรือให้ทนายความจัดเตรียมคำแปลแล้วอธิบาย

สิ่งสำคัญตรงนี้คือ อย่าเพียงรอให้คำแปลมาถึงเอง แต่ให้ร้องขอต่อทนายความอย่างชัดเจนว่าต้องการให้อธิบายเนื้อหาคำฟ้องเป็นภาษาของคุณ การตัดสินใจว่าจะต่อสู้ข้อเท็จจริงส่วนใดของคำฟ้อง เริ่มต้นจากจุดนั้น

คำพิพากษาและการอ่านคำพิพากษา

การอ่านคำพิพากษาเกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดี และในเวลานั้นล่ามจะแปลให้ฟัง

แต่ตัวคำพิพากษาเป็นเอกสารภาษาญี่ปุ่น และไม่ได้หมายความว่าจะมีคำแปลฉบับเต็มส่งให้เสมอไป ระหว่างสิ่งที่คุณฟังเข้าใจในห้องพิจารณาคดี กับสิ่งที่เขียนอยู่ในเอกสาร อาจมีช่องว่างเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะรายการต่อไปนี้ส่งผลโดยตรงต่อขั้นตอนถัดไป ได้แก่ ชื่อฐานความผิด ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง ความหนักเบาของโทษ การรอการลงโทษและระยะเวลารอ ตลอดจนการนับวันคุมขังก่อนคำพิพากษาถึงที่สุดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโทษ

ตามเอกสารเผยแพร่ของศาลฎีกาญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “ท่านรู้จักล่ามศาลหรือไม่” (ฉบับเดือนมกราคม เรวะ 7) ในปีเรวะ 5 คดีที่ต้องใช้ล่ามซึ่งพิจารณาเสร็จสิ้นมีจำเลย 3,851 คน โดยภาษาไทยคิดเป็นร้อยละ 7.3 จึงไม่ใช่ประเภทคดีที่พบได้ยากแต่อย่างใด

กำหนดเวลาไม่รอให้คุณเข้าใจก่อน

ขั้นตอนอย่างการอุทธรณ์มีกำหนดระยะเวลาจำกัด และมีความเสี่ยงที่วันเวลาจะผ่านไปทั้งที่คุณยังไม่เข้าใจเนื้อหา

หากไม่ยอมรับผลของคำพิพากษา คุณต้องตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ภายในเวลาอันสั้น การรอคำแปลอาจทำให้ไม่ทันการณ์ได้จริง ดังนั้น การพบทนายความทันทีหลังการอ่านคำพิพากษา และตรวจสอบสาระสำคัญของคำพิพากษาเป็นภาษาของคุณ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  • ฐานความผิดที่ศาลพิพากษา และโครงสร้างของข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง
  • ชนิดของโทษและระยะเวลา มีการรอการลงโทษหรือไม่ และรอเป็นเวลาเท่าใด
  • การนับวันคุมขังก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด
  • กำหนดเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่
  • เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขั้นตอนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเดินหน้าอย่างไร

เนื้อหาของคำพิพากษากลายเป็นวัตถุดิบในการพิจารณาสถานภาพการพำนักโดยตรง

ชนิดและระยะเวลาของโทษที่ระบุในคำพิพากษา คือข้อมูลที่ถูกอ้างอิงโดยตรงที่สุดในขั้นตอนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเข้าเมืองและการรับรองผู้ลี้ภัย มาตรา 24 อนุมาตรา 4 มีข้อย่อยหนึ่ง (อักษรญี่ปุ่นออกเสียงว่า ri) กำหนดให้ผู้ที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก (kōkinkei) ตลอดชีวิตหรือเกินหนึ่งปี เป็นเหตุแห่งการบังคับส่งกลับ แต่มีข้อยกเว้นว่า หากโทษนั้นได้รับการรอการลงโทษทั้งหมด ก็ไม่เข้าข่าย และในกรณีรอการลงโทษบางส่วน หากส่วนที่ต้องรับโทษจริงเป็นเวลาหนึ่งปีหรือน้อยกว่า ก็ไม่เข้าข่ายเช่นกัน กล่าวคือ ข้อความในคำพิพากษาว่าเป็นโทษจำคุกจริงหรือรอการลงโทษ และหากเป็นโทษจริงคือกี่ปีกี่เดือน เป็นสิ่งที่แบ่งผลลัพธ์โดยตรง

ในทางกลับกัน ข้อย่อยอีกข้อหนึ่งของอนุมาตราเดียวกัน (ออกเสียงว่า chi) ระบุถึงผู้ที่ได้รับคำพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเข้าข่ายแม้จะเป็นเพียงโทษปรับ แม้จะได้รับการรอการลงโทษ และแม้จะได้รับการยกเว้นโทษ อีกทั้งไม่คำนึงถึงชนิดของสถานภาพการพำนักด้วย นอกจากนี้ คำสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศตามมาตรา 24-3 มีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่าต้องไม่เข้าข่ายข้อย่อยใด ๆ ในชุดที่กำหนดไว้ ดังนั้นในคดียาเสพติดจึงไม่สามารถใช้คำสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศได้

ยังต้องดูด้านการปฏิเสธการเข้าเมืองด้วย มาตรา 5 อนุมาตรา 1 ข้อ 4 ระบุถึงผู้ที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก (kōkinkei) ตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ส่วนข้อ 5 ระบุถึงเหตุเกี่ยวกับยาเสพติด โดยข้อ 5 ไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้เลย จึงเป็นการปฏิเสธการเข้าเมืองที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุด และความเป็นไปได้ในการกลับเข้าประเทศจำกัดอยู่เพียงการอนุญาตพิเศษให้เข้าเมืองตามมาตรา 12 อนุมาตรา 1

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • คิดว่าคำฟ้องและคำพิพากษาจะต้องถูกแปลเป็นภาษาแม่และส่งมาให้แน่นอน ซึ่งไม่ถูกต้อง เอกสารจัดทำเป็นภาษาญี่ปุ่น
  • คิดว่าฟังล่ามในห้องพิจารณาคดีแล้วก็เข้าใจครบถ้วน ก็ไม่เสมอไป ยังต้องตรวจสอบข้อความในเอกสาร
  • คิดว่าได้รับการรอการลงโทษแล้วสถานภาพการพำนักจะปลอดภัย ก็พูดเช่นนั้นไม่ได้ คดียาเสพติดยังเข้าข่ายเหตุแห่งการบังคับส่งกลับ
  • คิดว่าเมื่อรับโทษเสร็จแล้วปัญหาด้านตรวจคนเข้าเมืองก็จบ ก็เป็นความเข้าใจผิด การปฏิเสธการเข้าเมืองเป็นการพิจารณาคนละส่วน

แนวทางการทำงานของสำนักงานเรา

ที่สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศฟุนาโดะ ทนายความไดสุเกะ มัตสึมุระ เป็นผู้เข้าเยี่ยมและประชุมกับลูกความด้วยตนเอง และอธิบายเนื้อหาคำฟ้อง ประเด็นที่จะต่อสู้ ตลอดจนสาระสำคัญของคำพิพากษาให้ลูกความฟังผ่านล่าม โดยเฉพาะหลังการอ่านคำพิพากษา เนื่องจากต้องจัดระเบียบทั้งการตัดสินใจเรื่องอุทธรณ์และแนวโน้มของขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองไปพร้อมกัน เราจึงเข้าพบตั้งแต่ระยะแรก

ในด้านล่าม สำนักงานมีล่ามภาษาจีนซึ่งดูแลคดีชาวต่างชาติโดยเฉพาะประจำอยู่ ส่วนภาษาอื่น ๆ เราจัดหาล่ามตามความเหมาะสมของแต่ละคดี

ในด้านแนวทางการต่อสู้คดี เราเห็นว่าคำพิพากษาที่รอการลงโทษยังไม่เพียงพอ และตั้งเป้าหมายลำดับแรกไว้ที่การไม่สั่งฟ้อง เราออกแบบคดีอาญาและขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเป็นโครงสร้างเดียวกัน และพิจารณาด้วยว่ามีช่องทางโต้แย้งเรื่องเจตนาหรือความประมาทในประเด็นการเข้าข่ายเหตุแห่งการบังคับส่งกลับหรือไม่ การปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย และติดต่อได้ทาง WeChat ID matsumura1119

บทสรุป

เมื่ออยู่ต่อหน้าเอกสารที่อ่านไม่ออก สิ่งที่ต้องใช้ไม่ใช่การคาดเดา แต่คือการตรวจสอบ การขอให้มีผู้อธิบายว่าเอกสารนั้นเขียนอะไรไว้ในภาษาของคุณเอง เป็นสิ่งที่จำเลยย่อมร้องขอได้โดยชอบ บทความนี้เป็นคำอธิบายทั่วไป สำหรับคดีเฉพาะรายกรุณาปรึกษาทนายความโดยตรง

ผู้เขียน

ไดสุเกะ มัตสึมุระ / ทนายความ
สังกัดสภาทนายความไดอิจิโตเกียว (เลขทะเบียน: 59077 / ขึ้นทะเบียนปี 2019)
สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศฟุนาโดะ (อาคารฟุเซะ อาคารหลัก ชั้น 3 ทาคาดะ 3-4-10 เขตโทชิมะ กรุงโตเกียว)
มีความเชี่ยวชาญหลักในการว่าความคดีอาญาสำหรับชาวต่างชาติและขั้นตอนด้านตรวจคนเข้าเมือง โดยมีลูกความสัญชาติจีนเป็นหลัก มีผลงานเช่น คำพิพากษายกฟ้องในคดีฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมยากระตุ้นประสาท (ครอบครองเพื่อการค้า) การไม่สั่งฟ้องในคดีฉ้อโกงแบบมีองค์กร และการได้รับอนุญาตให้พำนักเป็นกรณีพิเศษในคดีที่ถือว่ายาก

สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศฟุนาโดะ (Funado International Law Office)
เว็บไซต์: https://matsumura-lawoffice.jp/
WeChat ID: matsumura1119

ฉบับภาษาญี่ปุ่นของบทความนี้: https://matsumura-lawoffice.jp/blog/detail/2026099306/

----------------------------------------------------------------------
舟渡国際法律事務所
住所 : 東京都豊島区高田3丁目4-10布施ビル本館3階
電話番号 :050-7587-4639


東京を中心に刑事事件の弁護

----------------------------------------------------------------------

当店でご利用いただける電子決済のご案内

下記よりお選びいただけます。