อยู่เกินวีซ่าในญี่ปุ่นเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ผลสองทางทั้งคดีอาญาและการถูกส่งกลับ
2026/09/02
ท่านอาจอยู่ในญี่ปุ่นโดยที่ระยะเวลาพำนักหมดอายุไปแล้ว หรือคนในครอบครัวของท่านถูกตำรวจเรียกตรวจระหว่างทางกลับบ้านแล้วถูกควบคุมตัวไป คำถามแรกที่คนไทยจำนวนมากค้นหาในสถานการณ์นี้คือ การอยู่เกินกำหนดเป็นเพียงเรื่องทางปกครองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือเป็นความผิดอาญาจริง ๆ
ขอตอบก่อนว่า การอยู่เกินกำหนดเป็นทั้งความผิดที่มีโทษอาญา และเป็นเหตุให้ถูกส่งกลับตามกระบวนการทางปกครองไปพร้อมกัน ข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียวจึงเดินไปสองเส้นทางในเวลาเดียวกัน และการที่เส้นทางหนึ่งจบลงไม่ได้แปลว่าอีกเส้นทางหนึ่งจะจบตามไปด้วย
บทความนี้จะอธิบายว่าความผิดตามมาตรา 70 วรรค 1 อนุ 5 กับเหตุส่งกลับตามมาตรา 24 อนุ 4 (ロ) ของกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น (入管法 ชื่อเต็มคือกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเข้าออกเมืองและการรับรองผู้ลี้ภัย) เดินคู่กันอย่างไร คำสั่งให้เดินทางออกใช้ได้ในกรณีใด และยังเหลือช่องทางขออนุญาตพำนักพิเศษหรือไม่
การอยู่เกินกำหนดเป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรค 1 อนุ 5
การพำนักต่อไปหลังจากระยะเวลาพำนักสิ้นสุดลงถือเป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรค 1 อนุ 5 โดยมีอัตราโทษกักขังทางอาญาแบบใหม่ที่เรียกว่าโคคินเค (拘禁刑 kōkinkei) ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3,000,000 เยน หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามอนุ 1 ของมาตราเดียวกันก็มีอัตราโทษเท่ากัน
ในทางปฏิบัติ หลายกรณีที่มีเพียงการอยู่เกินกำหนด พนักงานอัยการเลือกไม่ฟ้อง แล้วส่งตัวเข้าสู่กระบวนการส่งกลับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแทน แต่นั่นเป็นผลจากดุลพินิจในการสั่งคดี ไม่ใช่เพราะไม่เป็นความผิด สถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีเรวะ 7 ระบุว่า ผู้ถูกจับกุมในความผิดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง 3,349 คน เป็นความผิดฐานอยู่เกินกำหนดถึง 2,779 คน
ข้อเท็จจริงเดียวกันกลายเป็นเหตุส่งกลับตามมาตรา 24 อนุ 4
การอยู่เกินกำหนดยังเป็นเหตุส่งกลับตามมาตรา 24 อนุ 4 (ロ) ซึ่งเดินหน้าต่อไปโดยไม่ขึ้นกับว่าคดีอาญาจะจบอย่างไร แม้จะไม่ถูกฟ้อง หรือจบด้วยค่าปรับ กระบวนการทางปกครองก็ไม่หยุด
ลำดับขั้นตอนคือ เจ้าหน้าที่ควบคุมการเข้าเมืองทำการสอบสวนการฝ่าฝืน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการเข้าเมืองทำการวินิจฉัย หากผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ ก็จะมีการไต่สวนด้วยวาจาโดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพิเศษ และสุดท้ายคือคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อคำคัดค้าน สถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการพำนักปีเรวะ 7 ระบุว่ามีผู้เข้าสู่กระบวนการส่งกลับหรือคำสั่งให้เดินทางออก 18,442 คน ในจำนวนนี้เป็นเหตุจากการอยู่เกินกำหนด 17,031 คน คิดเป็นร้อยละ 92.3 ส่วนเหตุจากการฝ่าฝืนกฎหมายอาญามีเพียง 503 คน ตัวเลขนี้แสดงว่าสนามหลักของกระบวนการทางปกครองคือการอยู่เกินกำหนด
สองกระบวนการเดินคู่กัน แต่ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำ
โทษทางอาญากับการส่งกลับมีลักษณะทางกฎหมายต่างกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำแม้จะเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง เพราะการส่งกลับเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่โทษอาญา
สิ่งที่สำคัญกว่าในทางปฏิบัติคือ สองกระบวนการนี้ใช้เอกสารร่วมกัน บันทึกคำให้การและรายงานการสืบสวนที่ทำขึ้นในคดีอาญาจะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุพยานในการวินิจฉัยความประพฤติและความเป็นมาของการพำนักในชั้นตรวจคนเข้าเมือง ดังนั้นสิ่งที่ท่านพูดในช่วงต้นของคดีอาญาย่อมส่งผลถึงผลลัพธ์ของกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 198 วรรค 2 กำหนดให้ต้องแจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การ และวรรค 4 ให้สิทธิฟังการอ่านทวนบันทึกคำให้การและขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากเนื้อหาที่อ่านให้ฟังไม่ตรงกับที่ท่านพูด ต้องโต้แย้งก่อนลงลายมือชื่อ
เมื่อใดจึงใช้คำสั่งให้เดินทางออกได้ และเมื่อใดใช้ไม่ได้
คำสั่งให้เดินทางออกตามมาตรา 24 ทวิ 3 เปิดทางให้เดินทางออกได้เองโดยไม่ต้องถูกกักตัว แต่เงื่อนไขจำกัดไว้ชัดเจน
- เข้ามอบตัวด้วยตนเองโดยมีเจตนาจะเดินทางออกโดยเร็ว
- ไม่มีเหตุส่งกลับอื่นนอกจากการอยู่เกินกำหนด
- ไม่ต้องด้วยเหตุตามมาตรา 24 อนุ 4 (ハ) ถึง (ヨ) ข้อใดข้อหนึ่ง
- ไม่เคยถูกส่งกลับ และไม่เคยเดินทางออกโดยคำสั่งให้เดินทางออกมาก่อน
- มีความแน่นอนว่าจะเดินทางออกโดยเร็ว
ข้อที่สามต้องระวังเป็นพิเศษ ผู้ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดจะต้องด้วยมาตรา 24 อนุ 4 (チ) ซึ่งอยู่ในช่วง (ハ) ถึง (ヨ) จึงใช้คำสั่งให้เดินทางออกไม่ได้ เมื่อการอยู่เกินกำหนดมาพร้อมคดียาเสพติด ทางเลือกจึงแคบลงทันที
ผลต่อการกลับเข้าประเทศก็ต่างกัน มาตรา 5 วรรค 1 อนุ 9 ทวิ 2 กำหนดว่าผู้ที่เดินทางออกตามคำสั่งให้เดินทางออกจะถูกห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ส่วนผู้ที่ถูกส่งกลับนั้น อนุ 9 กำหนดระยะเวลาไว้เป็น (イ) 1 ปี (ロ) 5 ปี และ (ハ) 10 ปี โดยผู้ที่เคยถูกส่งกลับมาก่อนแล้วถูกส่งกลับซ้ำจะเข้าข่าย (ハ) คือ 10 ปี สถิติปีเรวะ 7 ระบุว่าเข้าสู่กระบวนการส่งกลับ 8,959 คน และกระบวนการคำสั่งให้เดินทางออก 9,483 คน
หากยังต้องการอยู่ต่อ ช่องทางขออนุญาตพำนักพิเศษ
แม้จะต้องด้วยเหตุอยู่เกินกำหนด ก็ยังอาจได้รับอนุญาตพำนักพิเศษตามมาตรา 50 ปีเรวะ 7 มีคำขอ 2,424 เรื่อง อนุญาต 1,026 เรื่อง และไม่อนุญาต 1,233 เรื่อง ตามสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการพำนัก
วรรค 2 ให้สิทธิยื่นคำขอแก่ผู้ที่ถูกกักตัวตามหมายกักตัว และผู้ที่ได้รับคำวินิจฉัยให้ใช้มาตรการควบคุมดูแล วรรค 3 กำหนดว่าเมื่อมีการออกหมายส่งกลับแล้วจะยื่นคำขอไม่ได้อีก การจับจังหวะเวลาจึงเป็นเรื่องชี้ขาด วรรค 5 ระบุปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา ได้แก่ เหตุผลที่ประสงค์จะพำนักต่อ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความประพฤติ ความเป็นมาของการเข้ามาพำนัก ระยะเวลาพำนัก และพฤติการณ์อื่น วรรค 10 กำหนดว่ากรณีไม่อนุญาตต้องออกหนังสือระบุเหตุผล แนวปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือแนวทางการอนุญาตพำนักพิเศษฉบับปรับปรุงเดือนมิถุนายน 2024
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ควรนำเสนอจึงไม่ใช่การร้องขอด้วยอารมณ์ แต่เป็นการเรียงข้อเท็จจริงให้ตรงกับปัจจัยในวรรค 5 เช่น เนื้อแท้ของความสัมพันธ์สมรส สภาพการเรียนของบุตร การชำระภาษีและประกันสังคม ความสัมพันธ์กับที่ทำงาน และเหตุที่ทำให้การพำนักยืดเยื้อ พร้อมเอกสารสนับสนุน
สิ่งที่ผู้ถูกดำเนินคดีและครอบครัวทำได้ทันที
สิ่งแรกที่ควรทำคือพบทนายความก่อนที่คำให้การจะถูกบันทึกจนแน่นหนา แล้ววางแนวทางที่มองทั้งคดีอาญาและกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองไปพร้อมกัน
- การเข้าพบทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 วรรค 1 สามารถพบได้ตั้งแต่ถูกจับกุมโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ร่วมฟัง
- การจัดหาล่าม มาตรา 175 และ 178 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาวางหลักเรื่องการแปลและล่าม ส่วนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 วรรค 3 (f) รับรองสิทธิที่จะได้รับล่ามโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- การแจ้งสถานกงสุลตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล ข้อ 36 ท่านเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะให้แจ้งสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือไม่
- การเก็บรักษาเอกสาร ได้แก่ บัตรไซริวการ์ด หนังสือเดินทาง สัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน และใบรับรองการเสียภาษี ครอบครัวที่อยู่ข้างนอกควรรวบรวมไว้ล่วงหน้าเพราะจะใช้ได้โดยตรงในการขออนุญาตพำนักพิเศษ
- การขอปล่อยตัว ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึงสิ้นปีเรวะ 6 มีคำวินิจฉัยให้ใช้มาตรการควบคุมดูแล 1,123 เรื่อง และผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลกว่าร้อยละ 90 เป็นญาติหรือคนรู้จัก ตามข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการพำนัก
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนถูกส่งต่อกันในชุมชนคนไทยได้ง่าย จึงขอแยกแยะไว้
- เข้าใจว่าการอยู่เกินกำหนดไม่ใช่ความผิดอาญา ความจริงคือเป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรค 1 อนุ 5
- เข้าใจว่าถ้าไปมอบตัวเองแล้วจะได้คำสั่งให้เดินทางออกเสมอ ความจริงคือต้องพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา 24 ทวิ 3 เป็นรายกรณี
- เข้าใจว่าถ้าจบด้วยค่าปรับก็ไม่กระทบสถานะการพำนัก ความจริงคือเหตุตามมาตรา 24 อนุ 4 (ロ) เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับความหนักเบาของโทษ
- เข้าใจว่าหลังมีหมายส่งกลับแล้วยังยื่นขออนุญาตพำนักพิเศษได้ ความจริงคือมาตรา 50 วรรค 3 ห้ามไว้
- เข้าใจว่าเป็นเรื่องของตรวจคนเข้าเมือง ทนายคดีอาญาไม่เกี่ยว ความจริงคือคำให้การในคดีอาญากลายเป็นเอกสารในชั้นตรวจคนเข้าเมือง จึงแยกออกจากกันไม่ได้
แนวทางการทำงานของสำนักงานเรา
ที่สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศฟุนาโดะ ทนายความมัตสึมุระ ไดสุเกะ เป็นผู้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาและร่วมประชุมด้วยตนเอง สำหรับคดีชาวต่างชาติ ภาษาจีนมีล่ามประจำที่อยู่ในสำนักงานตลอด ส่วนภาษาอื่นรวมถึงภาษาไทยจะจัดหาล่ามตามลักษณะของแต่ละคดี
ในด้านแนวทาง เราไม่ถือว่าคำพิพากษาที่ให้รอการลงโทษเป็นผลลัพธ์ที่เพียงพอ เนื่องจากเนื้อหาของการดำเนินคดีอาญาจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเรื่องสถานะการพำนัก เป้าหมายอันดับแรกจึงเป็นการไม่ถูกฟ้อง นอกจากนี้ เราออกแบบคดีอาญาและกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน โดยคำนึงว่าเอกสารที่จะถูกใช้ในชั้นวินิจฉัยการฝ่าฝืนและการไต่สวนด้วยวาจานั้นถูกสร้างขึ้นอย่างไรในชั้นคดีอาญา และเรายังมีมุมมองที่จะโต้แย้งตัวความเข้าข่ายของเหตุส่งกลับเอง รวมถึงประเด็นเจตนาและความประมาท การปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อทาง WeChat ID matsumura1119 ได้เช่นกัน
บทสรุป
คดีอยู่เกินกำหนดจะแก้ได้เพียงครึ่งเดียวหากมองแต่ผลของคดีอาญา และในทางกลับกัน หากมองแต่กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองโดยปล่อยชั้นคดีอาญาไว้ เอกสารที่แก้ไขไม่ได้ในภายหลังก็จะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ การวางสองกระบวนการไว้บนโต๊ะเดียวกันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนได้ อนึ่ง บทความนี้เป็นคำอธิบายทั่วไป สำหรับกรณีเฉพาะรายกรุณาปรึกษาทนายความโดยตรง
ผู้เขียน
มัตสึมุระ ไดสุเกะ (Daisuke Matsumura) ทนายความ
สังกัดเนติบัณฑิตยสภาโตเกียวที่หนึ่ง (第一東京弁護士会) เลขทะเบียน 59077 ขึ้นทะเบียนปี 2019
สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศฟุนาโดะ (โตเกียว เขตโทชิมะ ทาคาดะ 3-4-10 อาคารฟุเซะบิรุ อาคารหลัก ชั้น 3)
เน้นงานด้านการว่าความคดีอาญาของชาวต่างชาติและกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โดยมีลูกความสัญชาติจีนเป็นหลัก มีผลงานคดี เช่น คำพิพากษายกฟ้องในคดีฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมยาบ้าประเภทครอบครองเพื่อการค้า การได้รับคำสั่งไม่ฟ้องในคดีฉ้อโกงรูปแบบพิเศษ และการได้รับอนุญาตพำนักพิเศษในกรณีที่ถือว่ายากยิ่ง
Funado International Law Office
Website: https://matsumura-lawoffice.jp/
WeChat ID: matsumura1119
ฉบับภาษาญี่ปุ่นของบทความนี้: https://matsumura-lawoffice.jp/blog/detail/2026099180/
----------------------------------------------------------------------
舟渡国際法律事務所
住所 : 東京都豊島区高田3丁目4-10布施ビル本館3階
電話番号 :050-7587-4639
東京を中心に刑事事件の弁護
----------------------------------------------------------------------